วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เตรียมเที่ยว ไต้หวัน ไทเป ทะเลสาบสุริยันต์จันทรา 4 วัน งบ 15,000 บาท

โพสต์นี้เป็น โพสต์จำพวกรีวิวแรกของเค้านะ ไงติชม ได้หลอดจร้า



มีเพื่อนถามมาแยะ ว่าเที่ยวยังไงถึง งบไม่โหดมาก เผอิญเพิ่งจะจัดทริปไต้หวันเสร็จ เลยมาแชร์ (อาจจะไม่ได้ถูกที่สุด แต่ถูกและสะดวกสบายระดับนึงนะจ๊ะ) เผื่อว่า จะมีประโยชน์กะเค้าบ้าง ไงลองดูนะจ๊ะ

เวลาไป ไต้หวัน เราคิดถึงไรบ้าง
1. ตั๋วเครื่องบิน
เวปที่เราใช้ประจำ คือ www.skyscanner.com มีทั้งที่เป็นเวป และแอปมือถือ แต่พบว่า ราคาตั๋วจากแอปนี้ถ้าจะถูกและดี น่าจะไปยุโรปมากกว่า
ทริปนี้ เลยมาตายที่ เวปสายการบิน ซึ่งงวดก่อนที่ไปใช้บริการ คาเธ่ย์ เพราะราคาโอเค และเวลาบิน ออกเช้าถึงบ่าย (อันนี้สำคัญมาก เพราะส่วนใหญ่มานถูกจริง แต่บินเข้าไป เกือบสิบชั่วโมง แถมแมร่งแวะหลายที่เหลือเกิน จะไหวป่ะ ตูดระเบิดกันพอดี) แวะ +1 ที่ฮ่องกง ถือว่าไม่เสียเวลามาก (อันนี้ดูไว้เป็นทางเลือกนะจ๊ะ ค่าตั๋วรวมสะระตะ แล้วประมาณ หมื่นนิสหน่อย ส่องดูได้ตามลิ้งค์http://www.cathaypacific.com/cx/en_TH.html

แต่ทริปนี้ใช้บริการ วีแอร์ http://www.flyvair.com/en/ ลองดูเป็นทางเลือกนะฮาฟ ขึ้นที่ดอนเมือง flight time ดีเลิศ ออก 10 โมงเช้า ถึงบ่าย 3 พอดีเวลาเช็คอินโรงแรม แถมได้ตั๋วโปร ราคาถูก แค่ 7,500 นี่ไปน่าเทศกาลหยุดยาวนะฮาฟ ขอเม้าท์ว่า จองล่วงหน้า 5 เดือนจร้าพี่น้อง ไม่ง้านอย่างหวังจะได้ตั๋วถูก

2. ที่พัก
คราวนี้กลับไปนอนที่เดิม คือที่ Hotel Puri http://www.hotel-puri.com.tw/ ที่เลือกโรงแรมนี้ เพราะมีสาขาแถว Taipei main station เรียกว่า ไปไหนมาไหนสะดวกสบาย แถมมีห้อง family room ซึ่งสามารถนอนได้ 4 คน ซึ่งจะทำให้เมื่อหารออกมาแล้ว ราคาต่อหัวถูกลงกว่าพักห้องแยก (ข้างบนโรงแรมนี้ มี Star Hostel ดูเลอค่าทีเดียว แต่แมร่งงง เต็มตลอดจร้า)
ตกลงว่านอนอันนี้หล่ะ เพราะต้องนั่งรถไฟ ออกนอกเมือง จะได้ดวกๆ หน่อย เออ อีกนิสนึงคือ การพักห้องประเภท double (เตียงใหญ่หนึ่งเตียง) จะถูกว่า twin (เตียงเล็กสองเตียง) พอควรนะฮาฟ ถ้าไม่กลัว นอนแล้วไฟช็อต เผลอกินเพื่อนกันเอง เข้าข่าย เพื่อนกรูรักมึงว่ะ ฮิฮิ
ลืมบอกว่า สามารถจองได้ผ่าน booking.com หรือ agoda อันนี้ตามสะดวก เช็คราคาด้วยนะฮาฟ เพราะต่างกันแยะเหมือนกัน

ส่วนคราวนี้ พักนอกไทเป เพราะกะจะไปซิ่ง ทะเลสาบ สุริยันต์จันทรา และอ่านรีวิวชาวบ้านเค้ามา พบว่า ควรค้างอย่างรุนแรง จะได้เที่ยวได้หน๋ำใจหน่อย อันนี้จองผ่าน agoda ได้ห้อง family ราคาเลย ดีงามเป็นพิเศษ

3. ที่เที่ยว
สำหรับคนที่ไปครั้งแรก แนะนำให้เที่ยวในไทเป และตันสุ่ย ให้เฮี่ยนเตียนก่อน หลังจากนั้น ค่อยคิดถึงทริปที่ออกนอกเมือง เหตุเพราะ ไทเป มีอะไรให้กิน เที่ยว ช้อป แยะมว้ากกกกก และตันสุ่ย นั่งรถออกนอกเมืองไปประมาณแค่ครึ่งชั่วโมง ก็ได้สัมผัสบรรยากาศที่ดูเป็นที่ตากอากาศ ได้อีกมูดนึงแบบชั่วพริบตา

แต่เนื่องด้วย อิชั้น ไปมาหลายรอบและ เลยขอ ไปกินลม นอกเมือง แต่ไงก็ไม่พลาด กิน เที่ยว ช้อป กับเค้าในไทเป ดังนั้น ตารางการเที่ยวเลยมาประมาณว่า

วันที่ 1     ถึงประมาณ บ่ายสาม กว่าจะออกจากสนามบิน ถึงที่พักน่าจะสัก 5 โมงเย็น ขอชิว ช้อป อยู่แถว ซิเหมินติ้ง หรือในเมือง และกัน

วันที่ 2      ตื่นแต่เช้านิสสนุง นั่งรถไฟ หัวกระสุนออกนอกเมืองไปย่าน ไท่ซง แล้วต่อรถไปทะเลสาบ คาดว่า ถึงประมาณเที่ยงๆ หรือบ่ายนิสๆ หาไรหร่อยๆ หม่ำเป็นข้าวเที่ยง เอากระเป๋าไปฝากเค้าไว้ก่อนที่โรงแรม (เวลาเช็คอิน มาตรฐาน บ่าย 3 นะจ๊ะ) แล้วออกไปชมเมือง ขึ้นกระเช้าชมวิว เที่ยวเหนื่อย ค่อยกลับมาอาบน้ำ แต่งตัว ออกไปดินเนอร์สวยๆ link นี้ลองดูเป็นไอเดีย เลอค่าทีเดียว https://www.ilovetogo.com/Article/105/2261/%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2-(Sun-Moon-Lake)

วันที่ 3      เห็นเค้าฮิตมาถ่ายรูปตอนเช้ากัน ว่าจะลองดู แต่ถ้าตื่นไม่ไหว ก็ยังมีเวลาชิวๆ เก็บตกอีกหน่อย ค่อยเช็คเอ้าท์ กลับเข้าเมือง (ใครอยากเที่ยว สามารถออกเช้าหน่อย แล้วแวะเที่ยว ไท่ซง ได้อีกก่อนกลับไทเป นะจ๊ะ แล้วค่อยเข้าไทเป ช่วงบ่ายๆ มาซิ่งต่อก็ยังได้ ส่วนอิชั้น คืนนี้คงเดิน ตลาดกลางคืน ช้อปทิ้งทวน จะได้กลับมาจัดกระเป๋าให้เรียบร้อย วันกลับได้ไม่รีบมาก

วันที่ 4       เก็บตกไทเป กันไป ใครอยากช้อป เที่ยว ไรก็ตามอัตธยาศัย บ่ายฝากกระเป๋าไว้ที่ โรงแรม เพราะ ไฟลท์กลับอิชั้นคราวนี้ ล่อไป 3 ทุ่ม ถึง กทม เที่ยงคืนกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่า เที่ยวคุ้มมว้าก อันนี้ขอไม่แนะนะที่เที่ยวนะจ๊ะ เพราะคงมีคน รีวิว มากมาย ใหญ่โต ตามความชอบของแต่ละนาง

4. ทำวีซ่า
ไปมาหลายรอบและ วีซ่านั้น ขอไม่ยาก ขั้นตอนไม่ซับซ้อน แต่ขอบอกว่า จะไปยื่น หรือ จะไปรับ รอนานนนนนนนนนนนน มว้ากกกกกกกกกกก เผื่อเวลากันนิสนะ เออ ถ่ายรูปใต้ตึกเอ็มไพร์ได้เลยนะ มีร้านตรงแถวศูนย์อาหาร นางเก่งเรื่องนี้ เพราะมีคนไปใช้บริการบ่อยมาก จะได้ขนาดไม่ผิด เด๋วจะเสียรมย์ ไปตามลิ้งค์นี้ได้เลยจร้า http://www.taiwanembassy.org/TH/ct.asp?xItem=424412&ctNode=1813&mp=232

ค่าใช้จ่ายประมาณกานในทริปนี้
  1. ค่าตั๋ว V-Air ไปกลับ ดอนเมือง ไทเป 7,500 บาท
  2. ค่าที่พัก hotel Puri Taipei main station 2 คืน 3,025 บาท
  3. ค่าที่พัก Sun Moon Lake Hotel 1,475 บาท
  4. ค่ารถไฟหัวกระสุน ไปกลับ ประมาณ 1,000 บาท
  5. ค่าทำวีซ่า 1,500 บาท
สิริรวม 14,500 บาท

อันนี้ไม่รวมค่ากินนะฮาฟ แต่ตามประสบการณ์ กินให้ตาย ก็ไม่เกิน 5 พันหรอก เพราะค่าครองชีพเค้าพอๆ กับบ้านเราเลย มีไร ติชม จัดกันมานะฮาฟ จะได้เอาไว้ปรับปรุงในโอกาสต่อไป

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ตึกสูง เมืองใหญ่ หิมะ และความเดียวดาย

หลังจากตัดสินใจพักร่างจาก fb เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กุมภา เพื่อหาความสงบ และส่วนตัวบ้าง จากพายุงาน ที่โหมมาจนตั้งหลักไม่ทัน ณ จุดนี้

มันเหมือนตึกสูงที่อยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย คราคร่ำไปด้วยจราจรของ work stream traffic ที่ไม่มีไฟแดง ให้พักเลย มันเต็มไปด้วยหมอกขาวโพลน ท้อถอยด้วย คนข้างบ้านที่พร้อมจะไม่เข้าใจ และไม่เห็นใจ แน่หล่ะดิ เมืองนี่เนอะ มันตัวใครตัวมัน มีแต่เพื่อนต่าง floor ในชั้นเดียวกันนี่แหละ ที่ยังพอเดินมาส่งยิ้มให้กันได้บ้างเป็นระยะๆ

กลางวัน ช่างยาวนาน ทำให้ทำงานแข่งกับพระอาทิตย์ ไม่มีหยุด พายุโหมพัด จราจรที่ไม่เปิดโอกาสให้ไฟเหลือง ตึกผอมท่ามกลางเมืองใหญ่ พร้อมจะล้มลงทุกเมื่อแล้วหล่ะ

ชั้นอยากเป็นบ้านหลังน้อย กลางเนินเขามากกว่านะ

วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หลักความสุข ๙ ประการที่ทำได้ไม่ยาก

๑. จงมีชีวิตอยู่ด้วยจิตแห่งความรัก รักโดยไม่หวังผล แล้วคุณจะไม่ต้องพบกับ คำว่า ความผิดหวัง ความแค้น ความเสียใจ อย่างที่ผ่านมา ๒. จงมีชีวิต อยู่ด้วยการให้อภัย แล้วคุณจะพบว่าคุณมีจิตใจที่แจ่มใสตลอดเวลา ไม่ปวดร้าวกับอดีตใดๆ ๓. จงมีชีวิตอยู่ด้วยการรู้จักตนเองมากกว่ารู้จักผู้อื่น แล้วคุณจะพบว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแต่แก้ไขด้วยตัวเราทั้งสิ้น ๔. จงมีชีวิตอยู่ด้วยการอยู่อย่างพอเพียง แล้วคุณจะพบว่าคุณไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยเกินความจำเป็น ด้วยความอยาก และความโลภ ๕. จงมีชีวิตอยู่กับความจริง แล้วคุณจะพบว่าจิตของคุณได้รับการปล่อยวาง อย่างแท้จริง โดยไม่คาดหวังกับสิ่งใดจนเกินไป ๖. จงมีชีวิตอยู่อย่างผู้ให้มากกว่าการเป็นผู้รับ แล้วคุณจะพบกับความสุขลึกๆ ที่เป็นยาอายุวัฒนะจากการให้นั่นเอง ๗. จงมีชีวิตอยู่อย่างมีศีล สมาธิ ปัญญา แล้วคุณจะพบกับคุณค่าของชีวิต ที่จะมีแต่คำว่า สะอาด สว่าง สงบ ๘. จงมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน อดีตคือประสบการณ์ อนาคตยังมาไม่ถึง ฉะนั้นทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วคุณจะพบว่า ชีวิตจะดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา อย่างเห็นได้ชัด ๙. จงมีชีวิตอยู่ด้วยการสะสมความดีและบุญกุศล ให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วคุณจะพบว่า ชีวิตของคุณมีตัวช่วยอยู่ตลอดเวลา คุณจะแคล้วคลาดจากภัยพิบัติทั้งปวง เพราะผลบุญจะลงมาหล่อเลี้ยงและรักษาบุคคลนั้น ให้มีความสุขความเจริญสืบต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความสบาย vs ความสุข

กลับมาบ้านคราวนี้ สงเกตุตัวเองและเมืองเชียงใหม่ ที่หมุนเร็วเข้าไปทุกวี่วัน
นั่นหมายถึงการอพยพย้ายถิ่น แบบกึ่งถาวรและถาวร ของคนจากต่างถิ่น
ไม่อยากคิดว่าเมื่ออีกสามปีข้างหน้า ที่ทุกถิ่นฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราไปมาหาสู่กันได้เหมือนไปต่างจังหวัด
พลวัตรดังกล่าว คงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตอีกมาก
คนเมือง มาพร้อมกับความติดสบายแบบทุนนิยม ใช้เงินซื้อความสะดวก
อย่างนึงที่เห็นคือเรื่องง่ายๆ อย่างอาชีพ แม่บ้าน
เราติดสบายจนเคยตัวจริงๆ ใช้เงินซื้อเวลา และแรงกายที่ต้องปัดกวาดเช็ดถู
อาชีพนี้ ในเวลานี้ เงินดีไม่ใช่น้อย 300-500 บาท ขึ้นกับขนาดของบ้าน
เอาว่ะ ยอมแกหน่อยเพื่อให้ได้พักผ่อน
นั่งชมนกชมไม้อยู่สักพัก ป้าแกก้อ cross sales ว่าต้นไม้ยาวแล้วนะคุณ
ตัดหน่อยมั้ย คิดไม่แพง 300บาท
อืม นี่มันอะไรกันเนี่ยะ!
เรากลับคิดว่า อะไรๆเด่วนี้ นิดหน่อยก้อกลายเป็นค่าแรงไปหมดและ
อย่ากระนั้นเลย จริงดังคำป้าบอก ต้นไม้ยาวแล้ว
งั้น เราไปซื้อกรรไกรตัดหญ้าดีกว่า
มาเล็มกิ่งไม้ ตัดหญ้ายาวๆ ให้ดูดี
เอามือหยิบหญ้าแห้ง เท้าเหยียบดินดูบ้าง ก้อเป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง
ที่การพักผ่อนให้ได้เช่นกัน

และชดเชยค่าตัดหญ้า 300บาท ด้วยกาแฟรสดี และมื้อคำอร่อยๆเป็นการทดแทน ท่าจะดีไม่น้อยฃ

วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความสุขรอบตัว

ไม่ได้มาสวนรถไฟ นานระดับนึง กลับมาคราวนี้ กึ่งงานกึ่งพักผ่อน งาน love for the blind ดนตรีในสวน
ขี่จักรยาน ปูเสื่อนอนเล่น เดินกินหมูปิ้ง ยามบ่าย ความสุขและรอยยิ้ม ล้อมรอบตัวเรา กับสีเขียวของต้นไม้ มันย้อมจิตใจอันเร่งเรเา ให้กลับมาใน beat ปกติอีกครั้ง
เวลาที่เท่ากันของแต่ละคน กับความสุขที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับใคร จะเลือกมีความสุขอย่างไร

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กด Like กันจนได้เรื่อง

วัฒนธรรมการนับ click แย่งวิว ได้เริ่มแทรกซึมเข้าสู่เราโดยไม่ทันตั้งตัว


ผมเพิ่งได้มีโอกาสดู step up revolution โดยไม่ได้ตั้งหลักไว้ล่วงหน้า (หรือเรียกว่า ไม่ได้ตั้งใจว่าจะมาดูแต่ดีใจที่ได้ดู) หนังเล่าเรื่องราวของ the mob กลุ่มนักเต้นที่รวมตัวกันเพื่อ สร้างการปรากฏตัว ที่เกินการคาดเดา กับ flash mob ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่เกินขึ้นในช่วง สองสามปีมานี้ เพื่อล่าวิวให้ได้10ล้านวิว ผู้ชนะจะได้รางวัลจากยูทูป ช่างเป็นกระแสอันกรากเชี่ยวเข้ากับของ digital era. อย่างแท้จริง

ก่อนหน้านี้ ไม่นานผมก้อได้ดูหนังกึ่งสั้นเรื่อง14 หนึ่งในภาพยนตร์ ครบรอบ7ปีของ gth. ว่าด้วย ชายหนุ่มนักโพสต์ในdigital culture ที่ไม่ถึงกับ "ล่าวิว" แต่ก้อสะสมวิวกันจนถือเป็นความเก๋า ความเจ๋ง ( เสียดาย ที่หนุ่มๆช่างกล ที่เอาแต่ตีกัน ไม่หันมาเอาดีทางนี้บ้างว่าแต่ไม่ยุดีกว่า เด่วมันจะอัดคลิปตีกันมาอวดเรียกวิวจากเราๆ แล้วเด่วจะไปกันใหญ่) โพสต์อะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง จนเจอดีกับตัว ดันเอาคลิปความสัมพันธ์ของตัวกับแฟนสาว ไปอวดสายตาชาวโลกเข้า

หนัง 2 เรื่อง มีมุมที่เหมือนกัน แต่แตกต่างในรายละเอียด 14 สอนเด็กไทย ให้ใช้สมองก่อนโพสต์ (ที่บางคนว่า การโพสต์หรือแชท ทำให้คนคิดมากกว่าการพูด เพราะได้มีเวลาตริตรองมากขึ้นเห็นทีต้องคิดดูอีกทีเสียแล้ว) ความเป็นส่วนตัว มีขอบเขตอยู่เหมือนกัน ผมชอบบทของหนังตอนหนึ่งประมาณว่า " จะแคร์เราเพียงคนเดียวทำไม ในเมื่อมีอีกหลายหมื่นคนชื่นชมกดlike ให้กำลังใจนายอยู่ในเนต".

ขณะที่ step up พูดเลยถึง เมื่อการโพสต์ยูทูป ที่เริ่มเลยเถิด จากการแข่งขัน กลายเป็นกระบอกเสียงใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งการเรียกร้อง เมื่อชุมชนเก่าที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ กำลังจะโดนนักพัฒนาอสังหา แปลรูปเป็นตึกใหญ่ (แอบคิดถึงสามย่าน ที่ได้เปลี่ยนไปแล้ว) จนในที่สุด ก้อมีการถอยคนละก้าว เพื่อยังคงรักษารากเหง้าของชุมชนไว้ กลายเป็นมีเดียชั้นดี ที่มีคนติดตามไปทั่วโลก

สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดร่วมคือ เราแคร์จำนวน วิว มากกว่าเนื้อหาภายใน ตามมาตรฐานแบบทุนนิยม ที่ทุกอย่างต้องมีตัววัด ทำให้ก้อได้ให้ได้วิวเยอะ แน่นอนเนื้อหาที่มีความล่อแหลม ย่อมได้กระแสตอบรับที่ดีกว่า จนเส้นบางๆของการใช้สมอง ในการทำ content และวิจารณญาณเริ่มน้อยลงทุกที ได้แต่หวังกันต่อไปว่า เมื่อถึงจุดที่เรื่องล่อแหลมเริ่มกลายเป็นความซ้ำซาก เราจะได้เห็น content ดีดีแบ่งปันstep up ในสังคมดิจิตอลแบบไทยๆบ้าง

นายท้องฟ้า

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

come back home

ดูเหมือนดัดจริตสิ้นดี ทั้งที่เป็นคนกรุงเทพ โตมาตรงพื้นที่ชายแดน กรุงเทพ-นนท์ แต่ดันเรียก คอนโดที่เพิ่งซื้อที่เชียงใหม่ว่า "บ้าน"

ในบริบทของคำว่า บ้าน ของแต่ละคนมีความต่างกันไป ตามภูมิหลัง ความเป็นอยู่ในปัจจุบัน และรวมถึงที่ลงหลักปักฐานในอนาคต สำหรับผมแล้ว บ้าน คงเป็นพื้นที่ ที่เรามีความเป็นตัวเองได้อย่างไม่เก้อเขิน และมีสภาพแวดล้อมที่พึงใจ

ผมพึงใจกับเชียงใหม่ในความเป็นเมืองใหญ่ ที่ยังสามารถหาบริเวณที่เราเดินช้าได้ เมื่อรู้สึกเหนื่อย เลยกลายเป็นทุกครั้งที่รู้สึกว่าต้องการเวลาให้กับตัวเอง เชียงใหม่เลยเป็นส่วนผสมที่ลงตัว แต่ก้อไม่รู้ว่า เมื่อเวลาผ่านไป เสืองนี้จะยังคงอัตลักษณ์ของตนเอง ต้านต่อกระแสคนกรุง และชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก ที่ย้ายถิ่นฐานมาได้มากน้อยแค่ไหน
Published with Blogger-droid v1.6.8